กองทัพอวกาศสหรัฐขยายงบประมาณจรวดเป็น 30 พันล้านดอลลาร์เพื่อรองรับภารกิจในอนาคต

ที่มาภาพ: Ars Technica

Hardware23 กรกฎาคม 2569 เวลา 03:30อ่าน 7 นาทีArs Technica

กองทัพอวกาศสหรัฐขยายงบประมาณจรวดเป็น 30 พันล้านดอลลาร์เพื่อรองรับภารกิจในอนาคต

⚡ สรุป 30 วิ

กองทัพอวกาศสหรัฐขยายงบประมาณ NSSL Phase 3 จาก 5.6 พันล้านเป็น 17 พันล้านและวางแผนใช้รวมถึง 30 พันล้านดอลลาร์เพื่อเพิ่มจำนวนการส่งจรวด…

การเปิดเผยของกองทัพอวกาศสหรัฐ (U.S. Space Force) เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ระบุว่าต้องขยายงบประมาณสูงสุดของสัญญา National Security Space Launch (NSSL) รุ่นที่ 3 จาก $5.6 พันล้าน เป็น $17 พันล้าน และมีแผนที่จะใช้เงินรวมสูงถึง $30 พันล้าน** เพื่อจัดหาการส่งจรวดในอนาคต การเพิ่มงบประมาณนี้สะท้อนความต้องการที่เร่งเร้าของกองกำลังสหรัฐในการปล่อยดาวเทียมทหารหลายประเภทเข้าสู่วงโคจร

Overview

การขยายสัญญานี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มที่กองบัญชาการอวกาศ (Space Systems Command) ของ Space Force กำลังเร่งความเร็วในกระบวนการจัดหาและใช้บริการจากผู้ให้บริการส่งจรวดหลายรายเพื่อรองรับภารกิจหลากหลายระดับ ความต้องการเพิ่มขึ้นมาจากการพัฒนาคอนสเทลเลชั่นดาวเทียมเฝ้าระวังและการสื่อสารที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

ตามข้อมูลของ Ars Technica การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มงบประมาณแต่ยังเป็นสัญญาณว่ากลยุทธ์ด้านอวกาศของสหรัฐกำลังเคลื่อนเข้าสู่ช่วงที่ต้องการความยืดหยุ่นและศักยภาพในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ฉุกเฉินระดับโลกได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ การขยายงบประมาณยังช่วยให้ Space Force สามารถเลือกผู้ให้บริการจรวดที่มีเทคโนโลยีหลากหลาย ทั้งจากบริษัทอเมริกันและต่างประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการแข่งขันด้านราคาและคุณภาพของการปล่อยภารกิจในระยะต่อไป

Contract Expansion

สัญญา NSSL Phase 3 ก่อนหน้านี้ถูกตั้งค่าที่มูลค่าสูงสุด $5.6 พันล้าน เพียงเพื่อรองรับภารกิจระดับปกติ แต่เมื่อพิจารณาถึงจำนวนและความสำคัญของภารกิจที่เพิ่มขึ้น กรมทหารอวกาศจึงตัดสินใจขยายขอบเขตเป็น $17 พันล้าน ซึ่งเท่ากับการเพิ่มมูลค่าโดยประมาณสามเท่า

การเพิ่มงบประมาณนี้ครอบคลุมหลายประเภทของภารกิจ ตั้งแต่การส่งดาวเทียมทดลองระดับกลางจนถึงการปล่อยอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อคอนสเทลเลชั่นเฝ้าระวังระดับยุทธศาสตร์ การขยายดังกล่าวทำให้ผู้รับจ้างต้องเตรียมความพร้อมด้านศักยภาพและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับภารกิจหลายพันครั้งในช่วงระยะเวลาที่กำหนด

โดยคาดว่าในปีต่อไป Space Force จะเริ่มเรียกเสนอราคาจากบริษัทผู้ให้บริการส่งจรวดที่มีศักยภาพในการทำภารกิจระดับ Lane 1 และ Lane 2 ตามโครงสร้างของ NSSL ซึ่งจะเป็นการเปิดตลาดอวกาศทหารให้กว้างขึ้นและเพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการคัดเลือก

Program Structure

NSSL แบ่งออกเป็นสอง “Lane” เพื่อแยกระดับความเสี่ยงและลำดับความสำคัญของภารกิจ:

  • Lane 1 – รองรับภารกิจที่ยอมรับความเสี่ยงได้มากกว่า เช่น การปล่อยจรวดขนาดกลางที่บรรทุกโหลดทดลองหรือการให้บริการ rideshare สำหรับดาวเทียมเฝ้าระวังและคอนสเทลเลชั่นส่งข้อมูลของกระทรวงกลาโหม
  • Lane 2 – ครอบคลุมภารกิจยุทธศาสตร์ระดับสูง เช่น การปล่อยดาวเทียมสอดแนมที่มีค่าใช้จ่ายสูงสุดหรือการส่งดาวเทียมสื่อสารที่ทนต่อรังสีเพื่อให้ทำงานได้แม้ในกรณีสงครามนิวเคลียร์

โครงสร้างนี้ทำให้ Space Systems Command สามารถจัดสรรทรัพยากรและกำหนดความต้องการทางเทคนิคตามระดับความสำคัญของภารกิจโดยไม่ต้องผูกมัดกับผู้ให้บริการเดียว ทำให้กระบวนการเลือกใช้จรวดมีความยืดหยุ่นมากขึ้น

Demand Drivers

หลายปัจจัยเร่งให้กองทัพอวกาศเพิ่มงบประมาณ:

  • ขยายคอนสเทลเลชั่นดาวเทียมเฝ้าระวัง – การพัฒนาความสามารถในการตรวจจับและติดตามเป้าหมายในทุกส่วนของโลกทำให้จำนวนภารกิจส่งดาวเทียมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ – ความก้าวหน้าของคู่แข่งระดับโลกในด้านอวกาศทำให้สหรัฐต้องรักษาความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์โดยการมีระบบดาวเทียมสำรองและทนต่อการโจมตี
  • เทคโนโลยีจรวดที่หลากหลาย – การเพิ่มจำนวนผู้ผลิตจรวดใหม่จากภาคเอกชนทำให้เกิดความต้องการใช้บริการส่งจรวดหลายรูปแบบเพื่อทดลองและปรับปรุงระบบ

ตามรายงานของ Pentagon ความต้องการเหล่านี้คาดว่าจะต่อเนื่องจนถึงปี 2035 ซึ่งหมายความว่า $30 พันล้าน** ที่คาดการณ์ไว้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของงบประมาณอวกาศทหารในระยะยาว

Analysis & Implications

การขยายสัญญา NSSL ถึงระดับ $17 พันล้าน** มีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมจรวดโดยตรง เนื่องจากผู้ให้บริการหลายรายจะต้องเตรียมความพร้อมด้านการผลิตและโลจิสติกส์เพื่อรองรับภารกิจที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น การแข่งขันในตลาดอาจทำให้ค่าใช้จ่ายต่อการส่งดาวเทียมลดลงในระยะยาว แต่ก็เสี่ยงต่อการขาดแคลนทรัพยากรหากความต้องการเกินกำลัง

จากมุมมองของนโยบายการรักษาความมั่นคง, การมีหลายผู้ให้บริการที่สามารถทำภารกิจ Lane 1 และ Lane 2 ได้อย่างสอดคล้องจะลดความเสี่ยงต่อการพึ่งพาผู้ผลิตเดียว ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในการป้องกันการขัดจังหวะของระบบดาวเทียมสำคัญในกรณีเหตุการณ์ฉุกเฉิน

สุดท้าย การลงทุนระดับนี้ยังส่งสัญญาณให้ประเทศอื่นเห็นว่าการใช้บริการอวกาศเพื่อความมั่นคงเป็นกิจกรรมที่ต้องมีงบประมาณมหาศาลและการวางแผนระยะยาว ซึ่งอาจกระตุ้นการแข่งขันด้านเทคโนโลยีจรวดระดับโลกต่อไป

Summary

Space Force ขยายสัญญา NSSL Phase 3 จาก $5.6 พันล้าน เป็น $17 พันล้าน พร้อมตั้งเป้าหมายใช้เงินรวมถึง $30 พันล้าน** เพื่อรองรับความต้องการส่งดาวเทียมทหารที่เพิ่มขึ้น โครงสร้าง Lane 1 และ Lane 2 ทำให้ภารกิจสามารถจัดสรรตามระดับความเสี่ยงและลำดับสำคัญได้อย่างยืดหยุ่น ทั้งนี้ การขยายงบประมาณมีผลต่ออุตสาหกรรมจรวดและนโยบายความมั่นคงของสหรัฐในระยะยาว.

แชร์บทความนี้:

ชอบบทความแบบนี้?

สมัคร AI Automate Weekly Newsletter — รับเคล็ดลับ AI + how-to ใหม่
ทุกสัปดาห์ตรงถึง inbox ฟรี ไม่มีสแปม

แหล่งข่าวต้นฉบับ

ชื่อต้นฉบับ
The Space Force is now seeking to buy up to $30 billion in rocket launches
ผู้เขียน
Stephen Clark
แหล่ง
Ars Technica
วันที่เผยแพร่
21 กรกฎาคม 2569 เวลา 03:30

Related

บทความที่เกี่ยวข้อง

DARPA เปิดโครงการขีปนาวุธครูซ‑มิสไซล์สแครบเจ็ทความเร็ว Mach 5+ เพื่อลดการตรวจจับของระบบต้านอากาศศัตรูHardware
-

DARPA เปิดโครงการขีปนาวุธครูซ‑มิสไซล์สแครบเจ็ทความเร็ว Mach 5+ เพื่อลดการตรวจจับของระบบต้านอากาศศัตรู

DARPA กำลังสร้างขีปนาวุธครูซ‑มิสไซล์สแครบเจ็ทความเร็ว Mach 5+ เพื่อหลบการตรวจจับจากระบบต่อต้านอากาศของศัตรู.…

TechRadar7 นาที
Epomaker เปิดตัวหูฟังเกมมิ่ง GX1 ไร้สายพร้อมไมโครโฟนตัดเสียงรบกวนและไดรเวอร์ 50 mmHardware
21 สิงหาคม 2569 เวลา 21:30

Epomaker เปิดตัวหูฟังเกมมิ่ง GX1 ไร้สายพร้อมไมโครโฟนตัดเสียงรบกวนและไดรเวอร์ 50 mm

Epomaker เปิดตัว GX1 หูฟังเกมมิ่งไร้สายระดับกลาง‑บน ราคาที่ $49.99 พร้อมไดรเวอร์ขนาด 50 mm และระบบตัดเสียงรบกวน (ENC) เพื่อคุณภาพเสียงคมชัด…

TechPowerUp6 นาที
NASA ปล่อยภารกิจยกดาวเทียม Swift ล้มเหลว ไม่สามารถรักษาแหล่งตรวจจับรังสีแกมมาได้Hardware
21 สิงหาคม 2569 เวลา 00:30

NASA ปล่อยภารกิจยกดาวเทียม Swift ล้มเหลว ไม่สามารถรักษาแหล่งตรวจจับรังสีแกมมาได้

ภารกิจยก Swift ของ NASA ล้มเหลวเนื่องจากระบบควบคุมทิศทางของยาน LINK ทำงานไม่ตรงเป้าหมาย ส่งผลให้กล้องสำคัญต้องถูกยุติงานในปี 2030 อย่างเร่งด่วน…

Mashable Tech6 นาที
ตลาดอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะคาดสร้างมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2032Hardware
20 สิงหาคม 2569 เวลา 15:30

ตลาดอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะคาดสร้างมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2032

งานวิจัยของ Counterpoint Research ระบุว่าตลาด wearables ของผู้บริโภคจะทะลุมูลค่าเกิน 1 เทริลิออนดอลลาร์ภายในปี 2032…

9to5Mac7 นาที
คัดลอกลิงก์แล้ว!