นักวิจัย UNSW พัฒนาวิธีทำเอสเปรสโซด้วยคลื่นอัลตราโซนิกที่อุณหภูมิห้อง

ที่มาภาพ: TechSpot

Hardware23 มิถุนายน 2569 เวลา 17:00อ่าน 7 นาทีTechSpot

นักวิจัย UNSW พัฒนาวิธีทำเอสเปรสโซด้วยคลื่นอัลตราโซนิกที่อุณหภูมิห้อง

⚡ สรุป 30 วิ

นักวิจัย UNSW พัฒนา “ultrasonic espresso” ทำกาแฟที่อุณหภูมิห้องภายใน 3 นาทีโดยใช้คลื่นอัลตราโซนิก…

การวิจัยของวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์อาหารจากมหาวิทยาลัย UNSW ซิดนีย์ได้พัฒนาวิธีทำเอสเปรสโซโดยใช้ คลื่นอัลตราโซนิก แทนความร้อน ซึ่งเรียกว่า “ultrasonic espresso” วิธีใหม่นี้ทำงานที่อุณหภูมิห้องและใช้พลังงานเชิงกลจากเสียงดึงรสชาติจากกาแฟบดละเอียด โดยสามารถบรรลุความเข้มข้นระดับเอสเปรสโซได้ภายใน ไม่เกินสามนาที แม้จะเริ่มจากน้ำเย็นก็ตาม งานทดลองพบว่าผู้ดื่มส่วนใหญ่ไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างกาแฟที่ทำด้วยวิธีดั้งเดิมและวิธีอัลตราโซนิกได้

Overview

การทำเอสเปรสโซแบบดั้งเดิมมักอาศัยการอุ่นน้ำให้ถึงอุณหภูมิประมาณ 90‑95 °C แล้วบีบผ่านกาแฟบดละเอียดเพื่อสกัดสารรสและคาเฟอีน การใช้ความร้อนเป็นปัจจัยสำคัญทำให้ต้องใช้เครื่องทำความร้อนที่ใช้พลังงานสูงและอาจทำให้สารบางส่วนเสียหายได้ การนำคลื่นอัลตราโซนิกมาทดแทนความร้อนจึงเป็นแนวคิดที่ท้าทายและอาจลดการใช้พลังงานได้อย่างมีนัยสำคัญ

แม้ว่าเทคโนโลยีอัลตราโซนิกจะถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหารอื่น ๆ เช่น การสกัดสารสกัดจากพืช แต่การประยุกต์ใช้กับกาแฟเป็นครั้งแรกที่มีการทดสอบอย่างเป็นระบบ ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าการสั่นสะเทือนความถี่สูงสามารถทำให้โมเลกุลของน้ำแยกตัวและเจาะเข้าสู่ผงกาแฟได้อย่างมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับการสกัดด้วยความร้อน

Key Details

กระบวนการ ultrasonic espresso ใช้น้ำที่อยู่ในอุณหภูมิห้องเป็นสื่อกลาง จากนั้นส่งคลื่นเสียงที่มีความถี่อัลตราโซนิกเข้าไปในสารผสม ความแรงของคลื่นทำให้เกิดฟีโนเมนอน “cavitation” ซึ่งเป็นการสร้างและพังทลายของฟองอากาศขนาดเล็กอย่างรวดเร็ว ฟองอากาศเหล่านี้ทำหน้าที่เป็น “ขวาน” ช่วยดึงสารละลายจากกาแฟบดออกมา

การสกัดด้วยวิธีนี้ใช้เวลา ไม่เกินสามนาที ซึ่งสั้นกว่าการสกัดด้วยเครื่องทำเอสเปรสโซแบบดั้งเดิมที่อาจต้องใช้เวลานานกว่า 4‑5 นาที นอกจากนี้ การทำงานที่อุณหภูมิห้องยังลดความเสี่ยงต่อการเกิดการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีที่อาจเกิดจากความร้อนสูง

Experimental Findings

ผู้วิจัยได้ทำการชิมกาแฟที่ผลิตโดยวิธี ultrasonic espresso กับกาแฟแบบดั้งเดิมโดยไม่เปิดเผยแหล่งที่มาของแต่ละแก้วต่อผู้ชิม ผลการสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่ของผู้ดื่มไม่สามารถแยกแยะความแตกต่าง ระหว่างสองวิธีได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งบ่งบอกว่าคุณภาพของรสชาติและความเข้มข้นของกาแฟที่สกัดด้วยคลื่นอัลตราโซนิกอยู่ในระดับเทียบเท่ากับการสกัดแบบความร้อน

อย่างไรก็ตาม การทดลองไม่ได้รวมการวัดระดับคาเฟอีนหรือสารประกอบอื่น ๆ ที่อาจได้รับผลกระทบจากการสกัดแบบอัลตราโซนิกอย่างละเอียด การศึกษาต่อไปอาจต้องมุ่งเน้นที่การวิเคราะห์เคมีของกาแฟที่ได้เพื่อยืนยันความเท่าเทียมกันในทุกมิติ

Potential Impact

หากเทคโนโลยี ultrasonic espresso สามารถนำไปใช้ในระดับอุตสาหกรรมได้ อาจทำให้ร้านกาแฟและผู้ผลิตเครื่องทำเอสเปรสโซสามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากไม่จำเป็นต้องมีระบบทำความร้อนที่ใช้พลังงานสูง นอกจากนี้ การทำงานที่อุณหภูมิห้องยังเปิดโอกาสให้มีการออกแบบเครื่องทำกาแฟแบบพกพา หรือแม้กระทั่งการทำกาแฟในสภาพแวดล้อมที่ไม่อำนวยต่อการใช้ความร้อน

อีกด้านหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงกระบวนการสกัดอาจส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานของเมล็ดกาแฟ เนื่องจากความต้องการกาแฟบดที่มีคุณภาพและขนาดเม็ดที่เหมาะสมต่อการสกัดด้วยคลื่นอัลตราโซนิกอาจแตกต่างจากเกณฑ์เดิม ซึ่งอาจกระตุ้นให้ผู้ผลิตเมล็ดกาแฟปรับกระบวนการคั่วและบดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

  • ชื่อเทคโนโลยี: ultrasonic espresso
  • อุณหภูมิการทำงาน: ห้อง temperature (ประมาณ 20‑25 °C)
  • ระยะเวลาการสกัด: ไม่เกิน 3 นาที
  • หลักการสกัด: ใช้คลื่นอัลตราโซนิกสร้าง cavitation ดึงสารจากกาแฟบด

Analysis

การใช้คลื่นอัลตราโซนิกเป็นการแปลงพลังงานเชิงกลเป็นพลังงานเคมีในกระบวนการสกัด ซึ่งอาจถือเป็นการเปลี่ยนแนวคิดพื้นฐานของการทำกาแฟ การสกัดโดยไม่ใช้ความร้อนอาจช่วยรักษา “aroma compounds” ที่มีจุดเดือดต่ำซึ่งมักจะเสียหายเมื่อถูกทำให้ร้อนสูง นั่นอาจอธิบายว่าผู้ชิมหลายคนไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างได้

ในแง่ของการรับรองความปลอดภัยและมาตรฐานอุตสาหกรรม การนำเทคโนโลยีนี้เข้าสู่ตลาดจะต้องผ่านการทดสอบเพิ่มเติมเพื่อให้แน่ใจว่าการสร้าง cavitation ไม่ก่อให้เกิดสารก่อมะเร็งหรือสารอื่น ๆ ที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค นอกจากนี้ การประเมินอายุการเก็บรักษากาแฟที่สกัดด้วยวิธีนี้ก็เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องตรวจสอบ

Impact

หากเทคโนโลยีนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง การลดการใช้พลังงานในการทำเอสเปรสโซอาจส่งผลต่อการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของอุตสาหกรรมกาแฟโดยรวม นอกจากนี้ ร้านกาแฟที่ต้องการเสนอบริการ “cold brew espresso” หรือเมนูพิเศษที่ต้องการอุณหภูมิต่ำอาจใช้วิธีนี้เป็นจุดขายใหม่

การเปลี่ยนแปลงกระบวนการสกัดอาจกระตุ้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์อุปกรณ์ใหม่ เช่น เครื่องทำเอสเปรสโซแบบพกพาที่ใช้แหล่งพลังงานไฟฟ้าต่ำหรือแบตเตอรี่ ซึ่งอาจขยายตลาดกาแฟไปสู่พื้นที่ที่ไม่มีไฟฟ้าคงที่หรือในกิจกรรมกลางแจ้ง

Summary

นักวิจัยจาก UNSW ซิดนีย์พัฒนา “ultrasonic espresso” ที่สกัดกาแฟด้วยคลื่นอัลตราโซนิกแทนความร้อน ใช้เวลาน้อยกว่า 3 นาทีที่อุณหภูมิห้องและให้รสชาติที่ผู้ดื่มส่วนใหญ่ไม่แยกแยะได้จากเอสเปรสโซแบบดั้งเดิม เทคโนโลยีนี้อาจลดการใช้พลังงานและเปิดโอกาสให้เกิดนวัตกรรมเครื่องทำกาแฟใหม่ในอนาคต.

แชร์บทความนี้:

ชอบบทความแบบนี้?

สมัคร AI Automate Weekly Newsletter — รับเคล็ดลับ AI + how-to ใหม่
ทุกสัปดาห์ตรงถึง inbox ฟรี ไม่มีสแปม

แหล่งข่าวต้นฉบับ

ชื่อต้นฉบับ
Scientists made espresso with sound instead of heat, and most drinkers couldn't tell the difference
ผู้เขียน
Skye Jacobs
แหล่ง
TechSpot
วันที่เผยแพร่
21 มิถุนายน 2569 เวลา 17:27

Related

บทความที่เกี่ยวข้อง

Qualcomm เตรียมเปิดตัว Snapdragon 8 Elite ถึง 2 รุ่น ภายใต้แนวคิด 'Dual 8 Elites'Hardware
21 สิงหาคม 2569 เวลา 23:00

Qualcomm เตรียมเปิดตัว Snapdragon 8 Elite ถึง 2 รุ่น ภายใต้แนวคิด 'Dual 8 Elites'

Qualcomm เตรียมเผย Snapdragon 8 Elite สองรุ่นในปี 2026 โดยรุ่น Pro จะมาพร้อม LPDDR6 และ Adreno 850 เพื่อตอบโจทย์งาน AI และกราฟิกหนัก…

DroidSans11 นาที
Epomaker เปิดตัวหูฟังเกมมิ่ง GX1 ไร้สายพร้อมไมโครโฟนตัดเสียงรบกวนและไดรเวอร์ 50 mmHardware
21 สิงหาคม 2569 เวลา 21:30

Epomaker เปิดตัวหูฟังเกมมิ่ง GX1 ไร้สายพร้อมไมโครโฟนตัดเสียงรบกวนและไดรเวอร์ 50 mm

Epomaker เปิดตัว GX1 หูฟังเกมมิ่งไร้สายระดับกลาง‑บน ราคาที่ $49.99 พร้อมไดรเวอร์ขนาด 50 mm และระบบตัดเสียงรบกวน (ENC) เพื่อคุณภาพเสียงคมชัด…

TechPowerUp6 นาที
NASA ปล่อยภารกิจยกดาวเทียม Swift ล้มเหลว ไม่สามารถรักษาแหล่งตรวจจับรังสีแกมมาได้Hardware
21 สิงหาคม 2569 เวลา 00:30

NASA ปล่อยภารกิจยกดาวเทียม Swift ล้มเหลว ไม่สามารถรักษาแหล่งตรวจจับรังสีแกมมาได้

ภารกิจยก Swift ของ NASA ล้มเหลวเนื่องจากระบบควบคุมทิศทางของยาน LINK ทำงานไม่ตรงเป้าหมาย ส่งผลให้กล้องสำคัญต้องถูกยุติงานในปี 2030 อย่างเร่งด่วน…

Mashable Tech6 นาที
ตลาดอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะคาดสร้างมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2032Hardware
20 สิงหาคม 2569 เวลา 15:30

ตลาดอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะคาดสร้างมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2032

งานวิจัยของ Counterpoint Research ระบุว่าตลาด wearables ของผู้บริโภคจะทะลุมูลค่าเกิน 1 เทริลิออนดอลลาร์ภายในปี 2032…

9to5Mac7 นาที
คัดลอกลิงก์แล้ว!