องค์กรยังมองหาแนวทางวัด ROI ของ AI หลังยุค Tokenmaxxing

ที่มาภาพ: TechCrunch

AI-อ่าน 6 นาทีTechCrunch

องค์กรยังมองหาแนวทางวัด ROI ของ AI หลังยุค Tokenmaxxing

⚡ สรุป 30 วิ

NEA ชี้ว่า บริษัทหลายแห่งยังไม่แน่ใจว่าการลงทุน AI จะให้ผลตอบแทนคุ้มค่า จึงลดการใช้เครื่องมืออย่าง Claude และปรับงบประมาณ ทั้งนี้การวัด ROI ของ AI…

NEA’s partner Tiffany Luckระบุว่าองค์กรหลายแห่งยังคงหาวิธีวัดผลตอบแทนจากการลงทุนด้าน AI (ROI) หลังจากที่แนวโน้ม Tokenmaxxing ที่เคยเป็นกระแสร้อนในซิลิคอนแวลลีย์เริ่มเผชิญกับข้อจำกัดด้านงบประมาณและการจัดการภายใน. ปัญหานี้ทำให้บริษัทใหญ่หลายแห่งต้องปรับลดการใช้เครื่องมือ AI เช่น Claude** ของ Anthropic หรือยกเลิกการแข่งขันภายในเพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย.

Overview

การผลักดันให้พนักงานใช้ AI อย่างเต็มที่หรือ “Tokenmaxxing” ได้รับการส่งเสริมอย่างแข็งขันจากซีอีโอหลายคนในปีที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเร่งนวัตกรรม อย่างไรก็ตาม หลังจากที่หลายองค์กรใช้จ่าย AI budget อย่างรวดเร็วจนเกินคาด การใช้จ่ายจึงเริ่มกลายเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบอย่างละเอียด. ในมุมมองของ NEA, การที่องค์กรยังไม่มั่นใจว่าการลงทุน AI จะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าหรือไม่ เป็นอุปสรรคต่อการขยายการใช้ AI อย่างต่อเนื่อง.

เทคโนโลยี AI ยังคงเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจสูงในระดับผู้บริหารระดับสูง แต่การประเมินค่า ROI ยังคงเป็นขั้นตอนที่ซับซ้อน เนื่องจากผลลัพธ์อาจกระจายไปยังหลายส่วนขององค์กร ทั้งในด้านการลดต้นทุน การเพิ่มคุณภาพผลิตภัณฑ์ และการสร้างประสบการณ์ลูกค้าใหม่.

Trend & Budget Pressures

แนวโน้ม Tokenmaxxing ได้รับการกระตุ้นโดยการที่บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งประกาศให้พนักงาน “ใช้ AI ให้เต็มที่” เพื่อติดตามการแข่งขันในอุตสาหกรรม การใช้ AI อย่างต่อเนื่องทำให้ปริมาณ token ที่ต้องประมวลผลเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายของบริการคลาวด์และโมเดลภาษาต่าง ๆ พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว.

ตามรายงานของ TechCrunch, Uberใช้จ่าย AI budget ประจำปีจนเกินงบประมาณภายในไม่กี่เดือน ซึ่งทำให้บริษัทต้องทบทวนกลยุทธ์การใช้ AI ของตน. นอกจากนี้ยังมีบริษัทอื่นที่ตัดการใช้ Claude ของ Anthropic ในบางส่วนขององค์กรเพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย และ Metaได้ยุติระบบ leaderboard ภายในที่ใช้เพื่อกระตุ้นการทดลอง AI.

การตัดสินใจเหล่านี้สะท้อนถึงความท้าทายที่องค์กรต้องเผชิญเมื่อพยายามผสาน AI เข้ากับกระบวนการทำงานโดยไม่ทำให้ค่าใช้จ่ายบานปลายเกินไป.

  • Uber: ใช้งบ AI หมดในไม่กี่เดือน
  • บริษัทบางส่วน: ลดหรือยกเลิกไลเซนส์ Claude
  • Meta: ปิดระบบ leaderboard ภายใน

Company Responses

หลายบริษัทเลือกใช้วิธีการ “rightsizing” การใช้งาน AI โดยกำหนดขอบเขตการใช้โมเดลและจำนวน token ที่อนุญาตให้ใช้ต่อผู้ใช้หรือทีมงาน. การปรับลดไลเซนส์หรือยกเลิกโครงการภายในเป็นการตอบสนองต่อความจำเป็นในการควบคุมต้นทุนที่เพิ่มขึ้น.

ในขณะเดียวกันบางองค์กรยังคงมองว่า AI เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความแตกต่างทางการแข่งขัน จึงลงทุนในโซลูชันที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและพยายามพัฒนาระบบวัดผล ROI ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น. การพัฒนามาตรฐานการวัดผลอาจรวมถึงการเปรียบเทียบต้นทุนต่อผลลัพธ์ทางธุรกิจ เช่น รายได้เพิ่มจากการใช้ AI หรือค่าใช้จ่ายที่ลดลงจากกระบวนการอัตโนมัติ.

ROI Challenges

การประเมิน ROI ของ AI มีความซับซ้อนหลายมิติ เนื่องจากผลลัพธ์อาจไม่สามารถวัดได้โดยตรงจากตัวเลขการขายหรือกำไรเท่านั้น. ปัจจัยที่ต้องพิจารณารวมถึงเวลาในการพัฒนาโมเดล, ค่าใช้จ่ายด้านข้อมูลและการฝึกสอน, ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยข้อมูล, และผลกระทบต่อวัฒนธรรมองค์กร.

Tiffany Luckของ NEA ชี้ให้เห็นว่า “องค์กรหลายแห่งยังคงอยู่ในขั้นตอนการทดลองและค้นหาโมเดลที่ให้ผลลัพธ์คุ้มค่าที่สุด” ซึ่งหมายถึงการต้องทำ pilot projects อย่างต่อเนื่องเพื่อหาจุดที่ AI สามารถสร้างคุณค่าได้จริง. การไม่มีกรอบการวัดที่เป็นมาตรฐานทำให้การตัดสินใจลงทุนต่อเนื่องเป็นเรื่องยากและอาจทำให้บางองค์กรถอยกลับจากการใช้ AI อย่างเต็มที่.

Impact

ผลกระทบจากการที่องค์กรต้องปรับลดการใช้ AI หรือกำหนดขอบเขตการใช้งานอาจทำให้การพัฒนาเทคโนโลยีในระดับอุตสาหกรรมชะลอตัวในระยะสั้น แต่ในระยะยาวอาจกระตุ้นให้เกิดมาตรฐานการวัด ROI ที่มีความแม่นยำและเป็นระบบมากขึ้น. นอกจากนี้การประหยัดค่าใช้จ่ายจากการตัดไลเซนส์หรือระบบภายในอาจช่วยให้บริษัทสามารถนำเงินที่ประหยัดได้นั้นมาลงทุนในโครงการ AI ที่มีศักยภาพสูงกว่า.

สำหรับนักลงทุนและผู้ให้บริการ AI การที่ตลาดเริ่มให้ความสำคัญกับการพิสูจน์คุณค่าเชิงปริมาณอาจส่งผลให้ผู้ให้บริการต้องเสนอแพ็คเกจที่ยืดหยุ่นและเครื่องมือวัดผลที่ชัดเจนเพื่อดึงดูดลูกค้าองค์กรที่กำลังมองหา ROI ที่เป็นรูปธรรม.

Summary

องค์กรหลายแห่งยังคงเผชิญกับความท้าทายในการหาวิธีวัดผลตอบแทนจากการลงทุน AI หลังจากที่แนวโน้ม Tokenmaxxing ทำให้ค่าใช้จ่ายพุ่งสูงขึ้น. การปรับลดไลเซนส์และการยกเลิกโครงการภายในเป็นสัญญาณของการค้นหาแนวทางควบคุมต้นทุนพร้อมกับพัฒนากรอบการวัด ROI ที่ชัดเจน.

แชร์บทความนี้:

ชอบบทความแบบนี้?

สมัคร AI Automate Weekly Newsletter — รับเคล็ดลับ AI + how-to ใหม่
ทุกสัปดาห์ตรงถึง inbox ฟรี ไม่มีสแปม

แหล่งข่าวต้นฉบับ

ชื่อต้นฉบับ
NEA’s Tiffany Luck says enterprises are still figuring out their AI ROI
ผู้เขียน
Theresa Loconsolo
แหล่ง
TechCrunch
วันที่เผยแพร่
18 มิถุนายน 2569 เวลา 03:17

Related

บทความที่เกี่ยวข้อง

โพรโทคอล Agentic Resource Discovery (ARD) ช่วยเอเย่นต์ AI ค้นหาและเรียกใช้เครื่องมือในองค์กรได้อัตโนมัติAI
-

โพรโทคอล Agentic Resource Discovery (ARD) ช่วยเอเย่นต์ AI ค้นหาและเรียกใช้เครื่องมือในองค์กรได้อัตโนมัติ

Agentic Resource Discovery (ARD) เป็นมาตรฐานใหม่ที่เชื่อมต่อเอเย่นต์ AI กับแคตาล็อกเครื่องมือในองค์กร ลดความซับซ้อนและเพิ่มความเร็วในการตอบสนอง…

InfoWorld6 นาที
Barrett Zoph ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายขาย AI ของ OpenAI หลังทำงานเพียงห้าเดือนAI
-

Barrett Zoph ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายขาย AI ของ OpenAI หลังทำงานเพียงห้าเดือน

Barrett Zoph ออกจากบทบาทหัวหน้าฝ่ายขาย AI ขององค์กรที่ OpenAI หลังทำงานเพียงห้าเดือน…

The Verge5 นาที
นักพัฒนาจำลองพฤติกรรม Fable 5 ด้วยโมเดล Opus และ Agent Loops อย่างใกล้เคียงAI
22 มิถุนายน 2569 เวลา 21:00

นักพัฒนาจำลองพฤติกรรม Fable 5 ด้วยโมเดล Opus และ Agent Loops อย่างใกล้เคียง

Anthropic เปิดตัว Fable 5 พร้อม guardrails เสริม ส่วนชุมชน AI ใช้โมเดล Opus ผสานกับ agent loops เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่คล้ายกับ Fable 5…

XDA Developers6 นาที
Gemini แทน Google Assistant ช่วยให้ระบบ Google Home และอุปกรณ์ Nest ทำงานได้เต็มที่AI
22 มิถุนายน 2569 เวลา 16:30

Gemini แทน Google Assistant ช่วยให้ระบบ Google Home และอุปกรณ์ Nest ทำงานได้เต็มที่

การนำ Gemini มาแทน Google Assistant ใน Google Home ทำให้ระบบสมาร์ทโฮมเสถียรขึ้นและอุปกรณ์ Nest รุ่นเก่ากลับทำงานได้เต็มที่ตามมาตรฐาน Matter…

Android Authority5 นาที
คัดลอกลิงก์แล้ว!